ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Posted: 22/09/2011 in Uncategorized


ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีความเป็นมาแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปโดยทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากตั้งแต่ศตวรรษที่14 ไม่ มีผู้ปกครองใดสามารถขยายดินแดนมากไปกว่าเขตการปกครองเล็กๆ ที่ประกอบด้วยกลุ่มชนที่ร่ำรวยและมีการจัดระบบเป็นอย่างดี ในช่วงระหว่างปี 1315 และ 1388 กลุ่มชนดังกล่าวได้รับความเสียหายจากความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับต่อกองทัพของดยุคแห่งออสเตรีย ทำให้ส่วนหนึ่งเข้าร่วมกับสมาพันธรัฐสวิส (Swiss Confederation) ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ทำให้ต้องอยู่ท่ามกลางการต่อสู้เพื่ออำนาจที่ไม่ สิ้นสุดในช่วงเวลานั้น และมีอิทธิพลที่ได้รับการหนุนด้วยกิตติศัพท์อันน่าเกรงขามของกองกำลังทหาร แห่งสมาพันธรัฐ ซึ่งอาจถือว่ามีกำลังมากที่สุดในยุโรป ณ สิ้นศตวรรษที่ 15

การปฏิรูปนำไปสู่การแบ่งแยกในสังคมสวิสระหว่างผู้ติดตามนักปฏิรูป สวิงกลิ (ต่อมาชื่อว่า เควิน) และกลุ่มคาธอลิก ความขัดแย้งอันขมขื่นทำให้อิทธิพลของสวิสในยุโรปลดลงไปอย่างมาก และโชคดีที่สมาพันธรัฐยังคงรอดพ้นจากความพ่ายแพ้อีกหลายต่อหลายครั้ง อิสรภาพของสวิสจากอาณาจักรโรมันเป็นหนึ่งในผลของสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟา เลีย (Peace of Westphalia) (1648) ที่ยุติสงครามสามสิบปี ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ในอีก 100 ปี ต่อมา มีความก้าวหน้าน้อยมากในความพยายามการจัดตั้งสหภาพของชาวสวิสและความขัดแย้ง ทางศาสนายังคงมีต่อไป จนกระทั่งภายหลังสงครามวิลล์เมอร์เกนครั้งที่สอง(The Second Villmergen War) ในปี 1712 ที่โปรแตสแตนท์เข้ามาปกครองสวิตเซอร์แลนด์

เหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสและอาณาจักรนโปเลียนนำไปสู่ยุคแห่งความสับสน ส่วนใหญ่ของประเทศถูกยึดครองโดยฝรั่งเศส และได้อิสรภาพกลับคืนมาในการประชุมแห่งเวียนนา (The Congress of Vienna) ในปี 1815 (ซึ่ง ได้วางหลักการความเป็นกลางตลอดไปของสวิตเซอร์แลนด์ด้วย) แต่นโยบายอดกลั้นของชาวสวิสและการขาดอำนาจศูนย์กลางยังคงสวนทางกับความเป็น เอกภาพทางการเมืองและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 ที่รัฐบาลสหพันธรัฐเริ่มได้ผลอย่างแท้จริง แม้ว่าชาวสวิสจะยังคงนิยมการมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางจนถึงทุกวันนี้

การเมืองภายในประเทศตั้งแต่ปี 1945 อยู่ภายใต้พรรคการเมือง 4 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม (Social Democrats)พรรคประชาธิปไตยสุดโต่ง (Radical Democrats) พรรคประชาชนสวิส (Swiss Peoples Party) และพรรคประชาธิปไตยคริสเตียน(Christian Democratic Peoples Party) ที่ปกครองประเทศในลักษณะรัฐบาลผสมในหลายองค์ประกอบมาโดยตลอด การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนตุลาคม 1999 มีความโดดเด่นในการที่พรรคประชาชนสวิส (SVP) ได้เสียงข้างมาก ทำให้นโยบายรัฐบาลเปลี่ยนไปในลักษณะอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ 1990 และ ได้สร้างฐานเสียงโดยการใช้ประโยชน์จากความกลัวเกี่ยวกับปริมาณผู้อพยพต่าง ชาติที่เข้ามาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่มีพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จและพรรค SVP ได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดในเดือนตุลาคม 2003 โดยได้คะแนนเสียงเกือบร้อยละ 28 จากคะแนนเสียงทั้งหมด

คำถามระยะยาวที่สำคัญในการเมืองของสวิสได้แก่ ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 50 ใน การค้าของสวิตเซอร์แลนด์ ข้อกังวลหลักได้แก่ อำนาจของชาวสวิสที่มีแนวโน้มลดลง (ประเด็นสำคัญของระบบการเมืองสวิส) ระดับการอพยพเข้าเมือง และการสูญเสียความเป็นกลางอันเป็นที่หวงแหนของประเทศ นอกจากนี้ การแบ่งแยกอันเนื่องมาจากผลของประชามติในการเข้าเป็นสมาชิกในเขตเศรษฐกิจ ยุโรปปรากฏชัดเจน ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง EU และ EFTA (ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศสมาชิก) ที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม1992 ฝ่าย ค้านต่อข้อตกลงดังกล่าวชนะไปอย่างฉิวเฉียด ในท่ามกลางประชาชน มีการแบ่งอย่างหยาบตามอายุ ประชาชนอายุไม่มากนักมีแนวโน้มสนับสนุนความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยุโรป ในขณะที่ประชาชนอาวุโสให้ความสำคัญกับความเป็นกลาง ด้วยความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องของสวิตเซอร์แลนด์ แทบจะไม่มีข้อโต้แย้งทางเศรษฐกิจปรากฏ อย่างไรก็ตาม มีการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในแวดวงการเงินว่าเงินยูโรจะกลายเป็นหน่วยมาตรฐานในการพาณิชย์ใน อนาคตอันใกล้ ในปี 2001 สองปีนับจากการเริ่มใช้เงินสกุลยูโร ประชาชนชาวสวิสลงคะแนนเสียงอีกครั้งในมติขยายความเชื่อมโยงกับ EU ในขณะที่มีการรับรองจากพรรคการเมืองใหญ่ว่าจะไม่สนับสนุนการเข้าร่วมกับEU อย่างแท้จริง ซึ่งดูเหมือนจะยุติข้อโต้เถียงไปได้ในระยะนี้

ปีต่อมาชื่อเสียงด้านความลับในกิจการธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์ถูกนำมาพิจารณาจากทั้ง EU และ สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการฟอกเงินและการหลีกเลี่ยงภาษีขนาด ใหญ่ทั่วโลก และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชาวสวิสพบว่าตนเองแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างกลุ่มที่ยังรักษาประเพณีการรักษาความลับและการเป็นพลเมืองที่ดีของโลก

สภาพอากาศ
อากาศในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิประเทศ ปริมาณหิมะสูงที่สุดของประเทศอยู่ในโรเชอรส์ เดอ เนฟ (Rochers de Nave) ซึ่งเป็นภูเขาใกล้มงเทรอซ์ ( Montreux) อยู่ที่ระดับประมาณ 260 ซม. ต่อปี โดยปกติ การสะสมของหิมะจะสูงกว่าในด้านตะวันตกของประเทศ ที่มักจะมีเมฆจากชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้ ส่วนทางใต้ของเทือกเขาแอลป์มีฝนตก ตัวอย่างเช่น ลูกาโนได้รับปริมาณน้ำฝนประมาณ 175 ซม. ต่อปี ถ้าลมพัดเมฆมาจากทางใต้ จะถูกกั้นโดยเทือกเขาแอลป์และกลายเป็นฝน โดยปกติ จะก่อให้เกิดสภาพอากาศแห้งและอบอุ่นทางด้านเหนือของเทือกเขาแอลป์ และมักจะตามมาด้วยกระแสลมแรงและทิวทัศน์ที่สวยงามมากของเทือกเขาที่ดูเหมือน จะใกล้กว่าความเป็นจริงมาก ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Foehn” คนจำนวนมากอ้างว่าทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในสภาพอากาศเช่นนี้

ในทางตรงข้าม หุบเขาอิงกาดิน (Engadin) ทางด้านตะวันออก และวาเล่ย์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ มีปริมาณหิมะสะสมน้อยมาก สโคล์ได้รับประมาณ 70 ซม. สตาลเดนไรด์ ประมาณ 53 ซม.

การท่องเที่ยว
แหล่งรายได้ดั้งเดิมของสวิตเซอร์แลนด์มาจากการท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ชาวสวิสที่เดินทางไปต่างประเทศจะมีการใช้จ่ายเกือบเท่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้จ่ายในประเทศ

อย่างไรก็ตามประเทศยังคงเกินดุล และการท่องเที่ยวเป็นอุตสากรรมส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ โดยมีการจ้างงาน 250,000 คน ต่ำกว่างานโลหะ วิศวกรรม และเภสัชกรรม

ไม่มีเขตใดในสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่มุ่งไปในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของการท่อง เที่ยว รูปแบบแบ่งย่อยพื้นฐาน ประกอบด้วย รีสอร์ทบนภูเขา ที่สามารถจัดกิจกรรมปีนเขาได้ในฤดูร้อนและสกีในฤดูหนาว และรีสอร์ทติดทะเลสาบจำนวนมากที่สามารถจัดกีฬาทางน้ำได้ เมืองของสวิสจำนวนมากส่วนหนึ่งเป็นรีสอร์ท และยังมีอีกพื้นที่ชนบทอีกจำนวนนับไม่ถ้วน เช่นในภูเขาจูรา ที่เสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีความน่าตื่นเต้นน้อยลง

แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่นำเสนอหรือจัดงานสำคัญและกิจกรรม เมืองใหญ่หลายเมืองเป็นทั้งเมืองทะเลสาบ แหล่งชุมนุม และเป็นพิพิธภัณฑ์ไปพร้อมๆ กับการเป็นสถานที่พบปะทางธุรกิจ การส่งเสริมให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว ถือเป็นความรับผิดชอบหลักของการท่องเที่ยวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์เผชิญกับการแข่งขันมากขึ้นจากจุดหมายปลายทางอื่น ในขณะที่รายจ่ายจากภาครัฐในการส่งเสริมด้านนี้ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง การท่องเที่ยวแห่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังพยายามดึงตลาด เช่น อินเดียและจีน ซึ่งมีจำนวนประชากรร่ำรวยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นอยู่กับแรงงานที่มีทักษะสูงในการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง อุตสาหกรรมหลักประกอบด้วย ไมโครเทคโนโลยี ไฮเทค เทคโนโลยีชีวภาพ และเภสัชกรรม รวมทั้ง ความรู้ความชำนาญด้านการธนาคารและการประกันภัย

ประชากรส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ รับจ้างในสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในระบบเศรษฐกิจของสวิส

GDP: $319.9 พันล้าน หรือ SFr 433.36 พันล้าน

GDP ต่อหัว: $43,000 หรือ SFr 58,816

การศึกษา
รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐกำหนดสิทธิในการได้รับการศึกษาและเป็นหน้าที่ที่จะต้อง เข้าเรียนในโรงเรียน แต่เป็นชาวสวิสดั้งเดิมที่รับผิดชอบด้านการเรียนการสอน

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันมีระบบการศึกษาที่แตกต่างกันถึง 26 ระบบในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะมีการเรียกร้องให้ระบบการศึกษาของสวิสมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น

นักเรียนส่วนใหญ่เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ปี หลังจากเข้าโรงเรียนเด็กเล็กเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือสองปี โดยปกติ นักเรียนจะเรียนในโรงเรียนเป็นเวลาเก้าปีก่อนที่จะเข้าสู่การศึกษาระดับสูง หรือเข้ารับการฝึกอบรม โดยรวม ชาวสวิสดั้งเดิมได้รับอนุญาตให้สามารถกำหนดโครงสร้างระบบการศึกษาของตน หลักสูตร และกำหนดวันหยุดของโรงเรียนได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตามมีการประชุมผู้อำนวยการชาวสวิสดั้งเดิมของการศึกษาภาครัฐ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้เกิดการติดต่อและประสานงานระหว่างชาวสวิสดั้งเดิม

ข้อวิพากษ์วิจารณ์กล่าวถึงปัญหาหลักสองประการของระบบปัจจุบัน ได้แก่ความไม่สะดวกในการโอนระหว่างระบบที่แตกต่างกัน และวันเปิดเรียนมักจะไม่สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานของพ่อแม่

ปัญหาดังกล่าวและข้อจำกัดอื่นๆ ได้มีการกล่าวถึงในข้อเสนอที่นำเสนอโดยผู้อำนวยการด้านการศึกษาของกลุ่มชาว สวิสดั้งเดิมต่างๆ โดยมีความต้องการให้มีโรงเรียนเด็กเล็กสองปี และเก้าปีสำหรับโรงเรียนทั้งหมด รวมทั้งระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาต่างชาติ และการเรียนการสอนแบบเต็มวัน ทั้งนี้ การดำเนินการคาดว่าจะเริ่มต้นในปี 2009

รัฐบาล
CH: Confoederatio Helvetica

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในยุคสมัยใหม่ เกิดขึ้นในปี 1848 ก่อน นั้น สวิตเซอร์แลนด์ไม่ถือเป็นรัฐที่แท้จริง แต่เป็นสหพันธ์ในความหมายกว้างที่ประกอบด้วยกลุ่มชาวสวิสดั้งเดิมที่เป็น อิสระ โดยมีระดับความร่วมมือระหว่างกันแตกต่างกันไปตามยุคสมัย ก่อนปี1848 ชาวสวิสดั้งเดิมมีอิสระในการแยกตัวออกจากสมาพันธ์ตามที่ตนปรารถนา รัฐธรรมนูญปี 1848 แห่ง สวิตเซอร์แลนด์ได้เปลี่ยนมาเป็นสหพันธรัฐ โดยให้อำนาจกลางที่ถ่วงดุลและจำกัดอำนาจของกลุ่มสวิสดั้งเดิมแต่ละกลุ่ม ในบางเรื่อง เช่น นโยบายต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง และชาวสวิสดั้งเดิมไม่มีสิทธิที่จะแยกตัวอีกต่อไป

รัฐธรรมนูญถูกออกแบบให้ถ่วงดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐโดยรวมและผลประโยชน์ของ กลุ่มชาวสวิสดั้งเดิมให้เป็นธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ชื่อเป็นทางการของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็น “Helvetic Confederation” (ในภาษาละติน: Confoederatio Helvetica) ซึ่งเป็นที่มาของตัวย่อของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ CH อย่างไรก็ตาม อันที่จริงแล้วเป็นการเรียกชื่อที่ผิด สมาพันธ์เกิดจากการรวมตัวของหน่วยที่มีอำนาจอิสระ นับตั้งแต่ปี 1848 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ยังคงเป็นสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มขององค์กรโดยมีองค์กรที่มีอำนาจกลาง คำว่า “Helvetic” หมายถึงชาว Helvetians หนึ่งในชนเผ่าเซลติกที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าสวิตเซอร์แลนด์ในปัจจุบันตั้งแต่สมัยการเข้ายึดครองของโรมัน

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s